ใช้ใจ (ช่วย) วิ่ง

ใช้ใจ (ช่วย) วิ่ง


.
นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ ฟรีดริช นิชเชอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่รู้ว่าอยู่ไปทำไม จะอดทนได้หมดไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร” (he who has a why to live can bear almost any how) แม้ว่าคำคมนี้จะพูดถึงเรื่องลึกซึ้งระดับความหมายของชีวิตโน่นเลย แต่จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนิสัยใหม่ การทำโปรเจคยากๆ ให้สำเร็จลุล่วง หรือแม้แต่การสร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน
.
เหตุใดคำว่า “ทำไม” จึงสำคัญนัก มีทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับศักยภาพของร่างกายมนุษย์กล่าวไว้ว่า ขณะกำลังทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม สมองจะเปรียบเทียบระหว่างสองสิ่งตลอดเวลา นั่นคือ “ระดับความเหนื่อยที่เรารู้สึก” กับ “ระดับแรงจูงใจของการทำสิ่งนั้น” เมื่อไหร่ก็ตามที่ชั่งน้ำหนักแล้วพบว่า ความเหนื่อยมีมากกว่าแรงจูงใจ เราจะทำกิจกรรมนั้นเบาลงหรือเลิกทำไปเลย แต่ถ้าชั่งแล้วพบว่าแรงจูงใจยังสูงกว่า เราก็จะอดทนทำมันต่อไป
.
จากทฤษฎีข้างบนจะเห็นว่า ถ้าอยากวิ่งให้ดี เรามีสองแนวทางที่ทำได้คือ ฝึกซ้อมให้ร่างกายฟิตขึ้นหรือมีทักษะดีขึ้น จะได้เหนื่อยน้อยลง หรือเพิ่มแรงจูงใจให้สูงล้ำฟ้า จนไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็อดทนวิ่งต่อไปได้
แนวทางแรกมีความรู้ให้ศึกษามากมาย ในขณะที่แนวทางที่สองไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก บทความนี้จะเล่าถึง 2 กลยุทธ์ที่ผ่านการศีกษาวิจัยแล้วว่าได้ผลในการเพิ่มและรักษาแรงจูงใจในนักกีฬาครับ
.
❤️ โฟกัสให้ถูกจุด

แรงจูงใจที่มีพลังและยั่งยืนที่สุดในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่รางวัลจากของนอกกายอย่างชื่อเสียงหรือเงินทอง แต่มาจาก “ความรู้สึกพึงพอใจในระหว่างทำกิจกรรมนั้น” เรียกอีกอย่างว่าแรงจูงใจภายใน
.
โค้ชสตีฟ แมกเนส จากทีมวิ่งของมหาวิทยาลัยฮูสตัน แนะนำว่า เราควรตระหนักถึงความรักในสิ่งที่ทำ และดื่มด่ำกับความรู้สึกในระหว่างกระบวนการว่าเรากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านความสามารถและในด้านจิตวิญญาณ ส่วนเรื่องจะทำได้ตามเป้าหมายมั้ย ไม่ต้องไปกังวลกับมันมาก คนเก่งมักเป็นพวกที่ไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องเป็นที่หนึ่ง แต่เป็นพวกที่ทุ่มเทให้กับกระบวนการที่จะทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า
.
บอกตัวเองว่าเป้าหมายของสิ่งที่กำลังทำคือการพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิม แข่งกับตัวเอง ดื่มด่ำกับความสุข และรับรู้ถึงความเติบโตด้านจิตวิญญาณระหว่างทาง
.
❤️ ทำเพื่อคนอื่น

ความกลัว ความเหนื่อยล้า และความเจ็บปวด คือ 3 สิ่งที่หยุดยั้งไม่ให้นักกีฬาทุกคนทำผลงานได้อย่างใจฝัน แต่เราคงเคยได้ยินเรื่องที่คนธรรมดาๆ กลับมีพละกำลังอย่างเหลือเชื่อ ลืมกลัว ลืมเหนื่อย ลืมเจ็บปวด เวลาที่มีเรื่องต้องช่วยเหลือคนอื่นในสถานการณ์คับขัน เช่นอุ้มคนออกมาจากบ้านที่ไฟไหม้ ยกรถที่ทับคน
.
นั่นเพราะเวลาที่เราทำอะไรเพื่อคนอื่น เราจะสามารถปิดสวิตช์ความกลัว และความอยากสบาย ที่ในเวลาปกติฉุดรั้งเราจากการทำสิ่งต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานก็ได้ เช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าคนดูแลผู้ป่วยล้างมือบ่อยขึ้น เมื่อได้รู้ว่า การล้างมือช่วยให้แบคทีเรียไม่แพร่กระจายสู่ผู้ป่วยได้จริง หรืองานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาคนงานในโรงงานกว่า 200,000 คนพบว่า ถ้าคนงานคนไหนตระหนักว่า งานในส่วนของเขาส่งผลดีต่องานของคนอื่น เขาจะทำมันได้ดีขึ้น
.
หรือที่บอสตันมาราธอน 2014 ที่เม็บ เคเฟลซิกี้ ได้แชมป์ หลังจากที่ปีก่อนมีคนวางระเบิดที่ใกล้เส้นชัย เม็บให้เครดิตผลงานครั้งนั้นว่า เขาอยากทำให้ดีที่สุดเพื่อสดุดีแก่เหยื่อระเบิด เม็บถึงกับเขียนชื่อของพวกเขาไว้ที่เบอร์ติดหน้าอก “ช่วงท้ายของการแข่งขัน (ซึ่งถ้าเป็นระยะมาราธอน แม้แต่อีลิทก็เจ็บปวดแบบพวกเรานี่แหละครับ) ผมนึกถึงทุกคนที่ต้องตายจากระเบิดเมื่อปีก่อน พวกเขาผลักดันผมให้ผ่านพ้นมันมาได้”
.
ใครก็ตามที่เชื่อว่า สิ่งที่เขาทำมีประโยชน์หรือสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น เขาจะมีแรงจูงใจที่จะทำสิ่งนั้นมากขึ้น และทำได้ดีขึ้นในที่สุด แนวคิดนี้ได้ผลอย่างแท้จริงในวงการกีฬา
.
ที่มา
https://www.outsideonline.com/2269226/use-your-mind-push-your-body

COMMENTS