วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้

วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้
.
ดูแต่ Dave McGillivray ผู้จัดการแข่งขันบอสตันมาราธอนวัย 63 นั่นปะไร แกลงวิ่งงานนี้ทุกปีตั้งแต่พ.ศ. 2516 ช่วงพีคๆ นี่ซ้อมสัปดาห์ละ 140-190 กม. และวันเกิดทุกปีแกจะวิ่งเท่าอายุตัวเอง หน่วยเป็นไมล์ด้วยนะไม่ใช่กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่แล้วเดฟเริ่มมีอาการหายใจไม่อิ่มตอนเริ่มออกวิ่งใหม่ๆ เลยไปเอกซเรย์แบบฉีดสีเข้าเส้นเลือดหัวใจ จึงทำให้พบว่าแกเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขั้นรุนแรงแล้ว (ไขมันเกาะผนังหลอดเลือดจนตีบและอุดตัน) ตอนที่รู้ผล เดฟบอกหมอว่าเป็นไปได้ยังไงนี่ผมเป็นนักวิ่งมาราธอนมาทั้งชีวิตเลยนะ จบมาราธอน 140 ครั้ง จบไอรอนแมน 8 ครั้ง วิ่งข้ามประเทศอีกหนึ่งครั้
.

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เดฟเคยมีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกส่วนหนึ่งเพราะทั้งชีวิตของเดฟ เขาไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเลย จนอายุเท่านี้เขาก็ยังกินเหมือนตอนเป็นวัยรุ่น “ก็เพราะเป็นนักวิ่งไง ผมเลยรู้สึกว่าถ้ายังเผาผลาญได้เยอะอย่างนี้ ผมจะกินอะไรก็ได้”
.
ใครคิดแบบนี้บ้าง ผมมั่นใจว่ามีคนยกมือเยอะมาก ไม่งั้นจะมีคำขวัญนักวิ่งเหรอว่า “วิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้”
.
ความเป็นจริงคือ แม้ว่าน้ำหนักบนตาชั่งจะยังดูสวยงามเป็นปกติ แต่ภายในร่างกายมันแย่ไปแล้ว หมอของเดฟเล่าว่า เขาเจอผู้ป่วยโรคหัวใจในวัย50-60 หลายคนมากที่บอกว่าตัวเองดูแลสุขภาพทุกวิถีทางแล้ว แต่เอาเข้าจริงเมื่อมาดูอาหารที่พวกเขากินแล้ว ก็พบว่าใช้ไม่ได้เลย
.
สิ่งที่พบบ่อยที่สุดในหมู่นักวิ่งคือ กินน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งนอกจากจะอันตรายต่อหลอดเลือดแล้ว ยังส่งผลเสียต่อศักยภาพของนักกีฬาประเภทอดทนอีกด้วย อาหารที่อันตรายต่อหลอดเลือดตัวอื่นๆ ได้แก่ ขนมปังขาว ข้าวขาว พาสต้าทั่วไปที่ไม่ใช่แบบโฮลวีต เพราะในที่สุดมันจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเลวและน้ำตาล
.
เราอาจเคยได้ยินว่าการออกกำลังกายโดยเฉพาะในระดับหนัก จะช่วยลบล้างผลร้ายของการกินอาหารขยะได้ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาชายอายุ 18 ถึง 30 ปี จำนวน 15 คน โดยให้กินอาหารเช้าที่จัดให้ ซึ่งประกอบด้วย แซนวิช เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด ของหวาน และน้ำอัดลม ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะเห็นว่าเมนูเหล่านี้ไม่มีผักเลย มีแต่ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลปริมาณมหาศาล (ซึ่งแย่กว่าไขมันเสียอีก) และสารเคมีจากอาหารแปรรูป จากนั้นให้ออกกำลังกายแบบอินเทอร์วัล (วิ่งเร็วระดับ 90% ของหัวใจสูงสุด 60 วินาที 15 เที่ยวบนสายพาน) เมื่อครบ 2 สัปดาห์ก็พบว่าไม่มีใครอ้วนขึ้นเลย และเมื่อตรวจเลือดเพื่อหาการสะสมไขมันและหาว่ามีการอักเสบระดับเซลล์เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะนี่คือสาเหตุของโรคหัวใจ มะเร็งและอื่นๆ ก็พบว่า ไม่มี
.
ดูเผินๆ เหมือนกับว่า การออกกำลังกายหนัก สามารถลบล้างผลของการกินอาหารขยะได้ แต่ควรตระหนักว่าการทดลองทำในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ ไม่ได้ยาวนานเป็นปี ในขณะที่ผลของการกินไม่ดีบางอย่าง เช่นไขมันอุดตันเส้นเลือด ต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ค่อยๆ สะสม ตีบ และอุดตัน คนที่เป็นโรคนี้จะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าเส้นเลือดจะตีบหรืออุดตันโน่นแหละ จึงแสดงอาการออกมา
.
ดังนั้นโปรดตระหนักไว้ว่า สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น การกินสำคัญที่สุด เพราะถ้ายังกินไม่ดี วิ่งเยอะขนาดไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ
.
ที่มา
https://www.runnersworld.com/nutrition-weight-loss/a19726348/outrunning-a-bad-diet/
COMMENTS