Junk mile มีจริงหรือไม่

Junk mile มีจริงหรือไม่

“Junk mile” หรือที่ผมขอแปลเป็นไทยเอาเองว่า “กิโลเมตรที่เปล่าประโยชน์” หมายถึง การวิ่งที่มากเกินจำเป็น ทำให้กิโลเมตรที่เพิ่มขึ้นมานี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร วิ่งไปก็ทรุดโทรมเสียเปล่าๆ ไม่ได้ทำให้ความฟิตของเราพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด
.
อันว่าการซ้อมมาราธอนนั้น แบ่งได้เป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งเน้นปริมาณ อีกค่ายหนึ่งเน้นคุณภาพ ค่ายเน้นปริมาณจะมีหลักการว่า ในการซ้อมมาราธอน ระยะทางสะสมประจำสัปดาห์ (weekly mileage) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งสะสมได้มากก็ยิ่งทำให้เราวิ่งดีขึ้น วิ่งไปเหอะ ไม่มีอะไรเสียหาย จะเห็นได้ว่าสำหรับนักวิ่งค่ายนี้ คำว่า junk mile ไม่มีในพจนานุกรม
.
ส่วนค่ายเน้นคุณภาพจะให้ความสำคัญกับการวิ่งชนิดความเข้มข้นสูง (วิ่งเร็ว) เป็นอันดับแรก การซ้อมจะมีโปรแกรมที่ต้องวิ่งเร็วหลายวันกว่า และวิ่งด้วยความเร็วที่มากกว่า ส่วนระยะทางสะสมนั้นเอาแค่เท่าที่จำเป็นก็พอ (ซึ่งก็แน่นอน เพราะถ้าวิ่งหนักก็ต้องพักเยอะ ไม่สามารถเก็บระยะทางได้มากเท่าค่ายแรก) คำว่า junk mile จึงมาจากนักวิ่งค่ายนี้นั่นเอง
.
ถามว่าแล้วใครถูก? ตอบสั้นๆ ตอนนี้เลยคือ ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด คือมีทั้งผลการศึกษาที่สนับสนุนค่ายเน้นปริมาณ และค่ายเน้นคุณภาพ
.
ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ศึกษานักวิ่งกลุ่มหนึ่งที่จะลงแข่งรายการเดียวกัน แต่ซ้อมแตกต่างกัน โดยเก็บทั้งข้อมูลการฝึกซ้อมและผลงานที่ทำได้ แล้วก็พบว่า weekly mileage เป็นปัจจัยที่ดีที่สุดในการทำนายสถิติ พูดง่ายๆ คือ อยากรู้ว่าใครจะสถิติดีกว่ากันก็ดูได้เลยจากไมเลจ คนไหนไมเลจตอนซ้อมเยอะกว่า คนนั้นก็มีแนวโน้มจะทำเวลาได้ดีกว่า
.
ในทางกลับกัน ก็มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มไมเลจก็วิ่งดีขึ้นได้ แค่เปลี่ยนวันที่เคยเป็นวันวิ่งสบายๆ เป็นโปรแกรมวิ่งเร็วก็พอ ตัวอย่างเช่นงานวิจัยหนึ่ง แบ่งนักวิ่งสมัครเล่น 36 คนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกซ้อมด้วยความเข้มข้นระดับปานกลางล้วนๆ กลุ่มที่สองแทรกการวิ่ง long interval ลงไปด้วย ส่วนกลุ่มที่สามแทรกการวิ่งแบบ short sprint ลงไป ทั้งหมดซ้อมด้วยระยะทางรวมเท่ากัน ผลการศึกษาพบว่า นักวิ่งกลุ่มที่สองมีค่า vo2max และความเร็วที่สัมพันธ์กับ vo2max เพิ่มขึ้นมากที่สุด
.
หรือถ้าจะเอาหลักฐานจากชีวิตจริง ก็พบว่านักวิ่งจากทั้งสองค่ายต่างขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตนักวิ่งได้ทั้งนั้น เช่น Alberto Salazar ที่มาจากค่ายเน้นปริมาณ ไมเลจปกติของเขาคือ 240 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ ซาลาซ่าเป็นแชมป์นิวยอร์กซิตี้มาราธอน 3 ครั้งบอสตันมาราธอนอีก 1 ครั้ง ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง Steve Jones มีไมเลจปกติแค่ 128 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ (นี่คือน้อยแล้วเมื่อเทียบกับอีลิททั่วไป) แต่มีโปรแกรมซ้อมอินเทอร์วอลหนาแน่น ก็สามารถขึ้นไปครองสถิติโลกมาราธอนในช่วงกลางทศวรรษ 80 ได้เช่นกัน
.
ดังนั้นต่อคำถามที่ว่า Junk mile มีจริงหรือไม่? จึงตอบได้ว่า “ยังสรุปไม่ได้” บทความนี้จึงมีทางเลือกที่ 3 มาให้ สำหรับคนที่อยากเอาทั้งคุณภาพและปริมาณ นั่นก็คือ ให้ความสำคัญกับการซ้อมแบบเน้นคุณภาพเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งอินเทอร์วอลหรือเทมโป้ ต้องมีสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วค่อยจัดสรรวันที่เหลือเพื่อวิ่งเก็บไมเลจให้ได้มากที่สุด ตราบเท่าที่มันไม่มารบกวนวันซ้อมคุณภาพ
.
แค่ฟังก็รู้แล้วว่าท้าทาย เพราะนักวิ่งแต่ละคน ถึงจะมีความฟิตเท่ากัน แต่ทนการซ้อมเข้มข้นได้ไม่เท่ากัน ทนไมเลจได้ไม่เท่ากัน แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้นจึงต้องเป็นตัวเราเองที่ลองผิดลองถูก ทดสอบลิมิตของตัวเองไปเรื่อยๆ ว่าจะให้น้ำหนักไปทางไหน อย่างไร นั่นแหละจึงจะเป็นโปรแกรมซ้อมมาราธอนที่ดีที่สุดสำหรับเราอย่างแท้จริง
.
ที่มา
http://running.competitor.com/2018/08/training/is-there-a-such-thing-as-junk-miles_54006
COMMENTS