ฟาสติ้งรัน (Fasting Run) สำหรับนักวิ่งมาราธอน

คนรักสุขภาพรวมทั้งนักวิ่งหลายคนอาจเคยรู้จักคำว่า fasting ที่แปลว่าการอดอาหาร กันมาบ้างแล้วนะครับ แต่สำหรับ fasting run นี่ผมเดาว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก มันก็คือ การวิ่งหลังจากอดอาหารมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงนั่นเอง แล้วทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย อันนี้ต้องปูพื้นกันยาว ค่อยๆ อ่านไปครับ . ========== ความสำคัญของไกลโคเจน ========== ตามปกติเวลาเราวิ่ง ร่างกายจะใช้พลังงานจาก 2 ส่วนคือ ไขมันและไกลโคเจน จะใช้ตัวไหนมากตัวไหนน้อยขึ้นกับระดับความหนัก (ความเหนื่อย) ของการวิ่ง ยิ่งวิ่งหนักยิ่งใช้พลังงานจากไกลโคเจนเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับไขมัน นั่นเพราะตอนวิ่งหนักๆ ร่างกายต้องการพลังงานปริมาณมากในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งการสลายไกลโคเจนเป็นพลังงานนั้นทำได้รวดเร็วทันใจกว่าสลายไขมัน ดังนั้นร่างกายจึงเลือกที่จะสลายไกลโคเจนมากกว่าไขมัน . ไขมันนั้นทุกคนมีอยู่แล้ว ถึงไม่ได้กินอะไรเลย 10 วันแบบน้องๆ ทีมหมูป่าเราก็ยังไม่ตาย เพราะร่างกายสลายไขมันมาเป็นพลังงานได้ ส่วนไกลโคเจนเกิดขึ้นได้จากการกินคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น และไม่ใช่ว่ากินเท่าไหร่ก็กลายเป็นไกลโคเจนหมดนะครับ แต่ละคนมีความสามารถในการเก็บไกลโคเจน หรือที่เรียกว่ามีคลังไกลโคเจนใหญ่ไม่เท่ากัน . ถ้าเราวิ่งสั้น 5-10 กม. เราจะวิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ได้ไกลโคเจนยังเหลือพอให้ใช้จนวิ่งจบได้ทุกคน แต่สำหรับระยะมาราธอน ถ้าเราเป็นนักวิ่งสายชิลล์ วิ่งแล้วหิวก็แวะเซเว่นข้างทาง หรือสายต๊ะต่อนยอนหนีคัทออฟ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราเป็นสายสถิติ อยากทำ new PB ก็แน่นอนว่าเราต้องวิ่งเหนื่อยในระดับที่ใช้ไกลโคเจนมากแน่นอน Read more about ฟาสติ้งรัน (Fasting Run) สำหรับนักวิ่งมาราธอน[…]

อยากวิ่งมาราธอนให้ดี ควรแข่ง 10K ด้วย

สำหรับคนที่มีแผนจะเริ่มซ้อมมาราธอนซึ่งจะจัดกันชุกชุมช่วงปลายปีถึงต้นปี บทความนี้บอกไว้ว่าช่วง build up phase ซึ่งจะอยู่ที่ 1-2 เดือนแรกของตารางซ้อมมาราธอน นักวิ่งควรฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งระยะ 10K หรือต่ำกว่านั้นด้วย เหตุผลมี 4 ข้อดังนี้ . ========== เพิ่มความสามารถของระบบแอโรบิก ========== นักวิ่งที่เป็นขามาราธอนส่วนใหญ่ จะวิ่งด้วยความหนักต่ำถึงปานกลางได้ดีอยู่แล้ว ถ้าได้ฝึกซ้อมอย่างถูกหลักจะสามารถวิ่งในระดับความหนักสูงๆ ได้ดีเช่นกันโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ตารางซ้อมเพื่อแข่งขัน 5K -10K จะทำหน้าที่นั้น เพราะในตารางซ้อมจะต้องมีการวิ่ง structured speed work หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าอินเทอร์วัล การฝึกซ้อมประเภทนี้จะทำให้เราใช้ออกซิเจนได้เก่งขึ้น หรือถ้าให้พูดเป็นคำที่เราคุ้นเคยก็คือ ทำให้ vo2max สูงขึ้นนั่นเอง อันว่าออกซิเจนนี้มีเหลือเฟือในอากาศเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงอย่างหนึ่ง ใครดึงเชื้อเพลิงมาใช้ได้มากกว่าก็เหมือนเครื่องยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบใหญ่กว่า ทำให้ออกแรงได้มากกว่า และมีแนวโน้มจะวิ่งได้เร็วกว่านั่นเอง อานิสงส์ vo2max นี้จะอยู่ติดตัวไม่ว่าเราจะเอาไปแข่ง 10K หรือมาราธอน เราก็จะเร็วขึ้นได้ทั้งสิ้น . ========== เพิ่มปริมาณไมโตคอนเดรีย ========== การฝึกซ้อมและแข่งขันเพื่อวิ่ง 5K ถึง 10K จะทำให้เลือดไหลเวียนไปสู่เส้นใยกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้ไมโตคอนเดรียมีปริมาณเพิ่มขึ้น Read more about อยากวิ่งมาราธอนให้ดี ควรแข่ง 10K ด้วย[…]

ลดเบรก ลดเจ็บ

ลดเบรก ลดเจ็บ

ลดเบรก ลดเจ็บ . อาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า เวลาวิ่ง ทุกครั้งที่เท้ากระทบพื้นจะเกิดแรงกระแทกในแนวดิ่ง 3-5 เท่าของน้ำหนักตัว ตัวเลขสูงขนาดนี้ด้วยสามัญสำนึกเราก็จะคิดว่า แรงกระแทกตัวนี้แหละที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เราบาดเจ็บ . แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า จริงๆ แล้วร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นต่างๆ ถูกออกแบบมาให้แรงกระแทกในแนวดิ่งนี้อยู่แล้ว สิ่งที่สร้างปัญหาคือแรงที่กระทำต่อเท้าในแนวราบต่างหาก . งานวิจัยนี้ศึกษานักวิ่งสมัครเล่นเพศหญิงจำนวน 65 คน ที่เข้าตารางฝึกวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 15 สัปดาห์ ก่อนเข้าตารางก็ให้พวกเธอมาทดสอบวิ่งบนสายพาน แล้ววัดค่าต่างๆ เกี่ยวกับแรงที่กระทำต่อเท้า รวมทั้งค่า “แรงเบรกสูงสุด” หรือ “peak breaking force (PBF)” ซึ่งหมายถึง ค่าสูงสุดของแรงที่กระทำต่อเท้าในแนวราบทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ ทุกครั้งที่เท้ากระทบพื้น จากนั้นก็ติดตามดูว่าแต่ละคนเกิดการบาดเจ็บหรือไม่ พบว่าเมื่อครบ 15 สัปดาห์มีคนบาดเจ็บ 34% . การค้นพบที่นำมาสู่ข้อสรุปก็คือ เมื่อแบ่งนักวิ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่มี PBF สูง กลาง และต่ำ พบว่ากลุ่มนักวิ่งที่มี Read more about ลดเบรก ลดเจ็บ[…]

7 ขั้นตอนสู่ความเพรียวของนักวิ่ง

7 ขั้นตอนสู่ความเพรียวของนักวิ่ง

7 ขั้นตอนสู่ความเพรียวของนักวิ่ง . 1. ชั่งน้ำหนัก ในวัยกลางคน ชาวอเมริกันทั่วไปจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1 กก. แม้แต่นักวิ่งก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทศวรรษละ 1.5 กก. แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของคนเราคืออ้วนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น อย่าทำตีมึนแบบ…ถ้าไม่ชั่งก็ไม่มีหลักฐานว่าเราอ้วน อะไรอย่างงี้นะครับ ชั่งน้ำหนักเป็นประจำเถอะ เพื่อให้สังวรว่าเราปล่อยตัวให้ไหลไปถึงไหนแล้ว . 2. วิ่งเยอะขึ้น 10-15 นาที แน่นอนว่าวิ่งเยอะขึ้นก็จะเผาผลาญมากขึ้น วิธีที่แนะนำคือ เพิ่มระยะวอร์มอัพ-คูลดาวน์ อาจจะเพิ่มอย่างละครึ่งกม. ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจนถึงอย่างละหนึ่งกม. เท่านี้เราก็วิ่งเยอะขึ้นครั้งละ 2 กม. แล้ว หรือถ้าใครที่เพิ่งวิ่งใหม่ๆ ยังวิ่งเยอะๆ ไม่ไหว อาจทำได้ด้วยการยืดระยะ time on feet ซึ่งหมายถึง เวลารวมหมดทั้งเดินและวิ่ง นั่นคือ สมมุติว่าปกติเราวิ่งได้ต่อเนื่องครั้งละ 30 นาที ก็อาจวิ่งรอบแรก 30 นาทีก่อน จากนั้นเดินพักไปเรื่อยๆ ในสนามนั่นแหละไม่ต้องออกไปไหนให้ครบ 15 นาที เราก็จะได้เวลา time Read more about 7 ขั้นตอนสู่ความเพรียวของนักวิ่ง[…]

วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้

วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้

วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้ . ดูแต่ Dave McGillivray ผู้จัดการแข่งขันบอสตันมาราธอนวัย 63 นั่นปะไร แกลงวิ่งงานนี้ทุกปีตั้งแต่พ.ศ. 2516 ช่วงพีคๆ นี่ซ้อมสัปดาห์ละ 140-190 กม. และวันเกิดทุกปีแกจะวิ่งเท่าอายุตัวเอง หน่วยเป็นไมล์ด้วยนะไม่ใช่กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่แล้วเดฟเริ่มมีอาการหายใจไม่อิ่มตอนเริ่มออกวิ่งใหม่ๆ เลยไปเอกซเรย์แบบฉีดสีเข้าเส้นเลือดหัวใจ จึงทำให้พบว่าแกเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขั้นรุนแรงแล้ว (ไขมันเกาะผนังหลอดเลือดจนตีบและอุดตัน) ตอนที่รู้ผล เดฟบอกหมอว่าเป็นไปได้ยังไงนี่ผมเป็นนักวิ่งมาราธอนมาทั้งชีวิตเลยนะ จบมาราธอน 140 ครั้ง จบไอรอนแมน 8 ครั้ง วิ่งข้ามประเทศอีกหนึ่งครั้ง . ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เดฟเคยมีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกส่วนหนึ่งเพราะทั้งชีวิตของเดฟ เขาไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเลย จนอายุเท่านี้เขาก็ยังกินเหมือนตอนเป็นวัยรุ่น “ก็เพราะเป็นนักวิ่งไง ผมเลยรู้สึกว่าถ้ายังเผาผลาญได้เยอะอย่างนี้ ผมจะกินอะไรก็ได้” . ใครคิดแบบนี้บ้าง ผมมั่นใจว่ามีคนยกมือเยอะมาก ไม่งั้นจะมีคำขวัญนักวิ่งเหรอว่า “วิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้” . ความเป็นจริงคือ แม้ว่าน้ำหนักบนตาชั่งจะยังดูสวยงามเป็นปกติ แต่ภายในร่างกายมันแย่ไปแล้ว หมอของเดฟเล่าว่า เขาเจอผู้ป่วยโรคหัวใจในวัย50-60 หลายคนมากที่บอกว่าตัวเองดูแลสุขภาพทุกวิถีทางแล้ว แต่เอาเข้าจริงเมื่อมาดูอาหารที่พวกเขากินแล้ว ก็พบว่าใช้ไม่ได้เลย Read more about วิ่งแล้ว…(ใช่ว่า) จะกินอะไรก็ได้[…]

วิ่ง 2 มาราธอนห่างกันหนึ่งเดือน ทำยังไงดี

วิ่ง 2 มาราธอนห่างกันหนึ่งเดือน ทำยังไงดี

วิ่ง 2 มาราธอนห่างกันหนึ่งเดือน ทำยังไงดี . เมืองไทยสมัยนี้ ช่วงปลายปีจนถึงต้นปีมีงานวิ่งมาราธอนดีๆ ใหญ่ๆ น่าลงเยอะแยะเต็มไปหมด จนทำให้บางคนอดใจไม่ไหว ขอลง 2 มาราธอนใกล้ๆ กันเลย ถ้าเป็นสายอัลตร้าอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับนักวิ่งถนนที่ปกติปีนึงเคยวิ่งมาราธอนครั้งเดียวหรือสองครั้ง คงจะหนักใจไม่น้อยว่าจะทำยังไงดี มือลั่นไปแล้วด้วย วันนี้ผมเลยเอาคำแนะนำของโค้ชเจนนี สำหรับคนที่ต้องการวิ่ง 2 มาราธอนในเวลาห่างกันแค่เดือนเดียวมาฝาก ส่วนคนที่ลงมาราธอนติดกัน 2 สัปดาห์ อันนี้ตัวใครตัวมันครับ . ❤️ปรับทัศนคติให้ถูกต้องเสียก่อน . ว่าเราจะซ้อมเพื่อเป้าหมาย “วิ่งมาราธอน 2 ครั้งในเวลาหนึ่งเดือน” ไม่ใช่ซ้อมเพื่อการวิ่งงานแรก จากนั้นค่อยใช้เวลาอีกหนึ่งเดือน ซ้อมเพื่อวิ่งงานที่สอง…อ่านแล้วงงมั้ยว่ามันต่างกันไหน? ต่างครับ เพราะถ้าตั้งเป้าหมายว่าเราจะวิ่งมาราธอน 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เราจะระวังตัวโดยอัตโนมัติและวางแผนอย่างรอบคอบว่าทำยังไงถึงจะวิ่งได้ทั้งสองมาราธอน แต่ถ้าตั้งเป้าทีละงาน เป็นไปได้สูงมากที่งานหลังคุณจะจบด้วยการบาดเจ็บ แต่แน่นอนว่าถ้าตั้งเป้าวิ่ง 2 มาราธอนในหนึ่งเดือน ซึ่งถือว่าโหดร้ายกับร่างกายมาก ความคาดหวังก็ต้องสมเหตุสมผลด้วย นั่นคือ ไม่ควรคาดหวังสถิติใหม่ สิ่งที่ควรคาดหวังคือ จบทั้ง 2 มาราธอนอย่างสง่างาม ไม่มีอาการบาดเจ็บตามมาภายหลัง Read more about วิ่ง 2 มาราธอนห่างกันหนึ่งเดือน ทำยังไงดี[…]

Afterburn ไม่ได้เผาผลาญเยอะอย่างที่คุณคิด

Afterburn ไม่ได้เผาผลาญเยอะอย่างที่คุณคิด

Afterburn ไม่ได้เผาผลาญเยอะอย่างที่คุณคิด นักวิ่งทั่วไปอาจไม่ค่อยสนใจคำนี้เท่าไหร่ บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนที่วิ่งเพื่อลดน้ำหนักคงจะคุ้นเคยกับคำนี้เป็นอย่างดี คำอธิบายอย่างง่ายของ afterburn คือปรากฏการณ์ที่ร่างกายยังเผาผลาญพลังงานมากกว่าปกติอยู่ แม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้ว . Afterburn จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราออกกำลังหนักจนถึงระดับที่ร่างกายเกิดความล้า (point of fatigue) ในกรณีของนักวิ่งก็คือ การซ้อมความเร็วทั้งหลาย เช่น อินเทอร์วัล เทมโป้ ฟาสเลก และการเวทเทรนนิง นั่นเป็นเพราะหลังออกกำลังหนัก ร่างกายต้องปรับฮอร์โมนให้สมดุล ต้องเติมพลังงานในกล้ามเนื้อที่ถูกใช้ไป และซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่เสียหาย กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ดังนั้นสมมุติว่าจากที่ปกตินั่งเฉยๆ ร่างกายเผาผลาญพลังงานชั่วโมงละ 80 แคลอรี่ แต่ถ้านั่งเฉยๆ หลังออกกำลังกายหนัก ร่างกายจะเผาผลาญเพิ่มขึ้นเป็นชั่วโมงละ 100 แคลอรี เป็นต้น . ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินคนบอกว่า ถ้าออกกำลังกายแบบ HIIT (เช่นวิ่งอินเทอร์วัล) หรือเวทเทรนนิงจะทำให้เกิด afterburn ยาวนานเป็นวัน!! ดังนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักอย่าเสียเวลาวิ่งช้าเลย วิ่งโหดๆ แป๊บเดียวพอแล้ว อะไรทำนองนี้ แต่บทความนี้บอกไว้ชัดเจนว่า afterburn ไม่ได้เผาผลาญมากอย่างที่เราคิดหรอกครับ . Afterburn จะเกิดขึ้นในระยะเวลาแค่ Read more about Afterburn ไม่ได้เผาผลาญเยอะอย่างที่คุณคิด[…]

มนุษย์เราตกต่ำมาไกลแค่ไหน

มนุษย์เราตกต่ำมาไกลแค่ไหน

มนุษย์เราตกต่ำมาไกลแค่ไหน . กลุ่มวิจัย “คุณสมบัติ การปรับตัว ความหลากหลาย และวิวัฒนาการ (PAVE)” จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ “จากนักกีฬาถึงมนุษย์โซฟา: 6,000 ปีแห่งการเพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์ของมนุษยชาติ ใจความว่า หลังจากที่ชนชาติในยุโรปตอนกลางเปลี่ยนจากสังคมแบบเก็บของป่า-ล่าสัตว์มาเป็นสังคมเกษตรกรรม ความแข็งแรงของอวัยวะช่วงล่าง และความคล่องแคล่วโดยรวมของมนุษย์ก็เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ . บทสรุปนี้ได้จากการสแกนกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งของมนุษย์โบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 5300 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงค.ศ. 850 แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากการสแกนนักศึกษาปริญญาตรีในปัจจุบันของเคมบริดจ์ จึงได้พบว่า ความสามารถในการเคลื่อนไหวของนักกีฬาวิ่งครอสคันทรีระดับมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน เทียบได้กับ ค่าเฉลี่ยของผู้ชายทั่วไป ในยุคโบราณเท่านั้น . คำอธิบายจากนักวิจัยคือ เป็นเพราะเทคโนโลยีทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ซึ่งนอกจากจะทำให้ความฟิตตกต่ำลงแล้ว ยังส่งผลกระทบอันได้แก่ กระดูกพรุน เบาหวาน และโรคอื่นๆ อันทำให้ความแข็งแรงโดยรวมเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ อีกด้วย . ถ้ามนุษย์อยากกลับไปแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน นักวิจัยให้ความเห็นว่า เราควรกินและใช้ชีวิตเลียนแบบบรรพบุรุษของเรา นั่นคือ กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก เคลื่อนไหวให้มาก เพิ่มการฝึกด้วยน้ำหนัก (เวทเทรนนิง) เพราะมนุษย์โบราณไม่ได้เดินทางไกลมากๆ อย่างเดียว พวกเขาต้องแบกลากอาหารและสัมภาระต่างๆ ติดตัวไปด้วย และสุดท้ายคือ เพิ่มการวิ่งครอสคันทรีเข้าไปในการฝึกซ้อม เพื่อเลียนแบบชีวิตที่ต้องวิ่งในภูมิประเทศขึ้นเขาลงห้วยแบบมนุษย์ยุคโบราณ . Read more about มนุษย์เราตกต่ำมาไกลแค่ไหน[…]

แบบทดสอบ: ถึงเวลาพักวิ่งหรือยัง

แบบทดสอบ: ถึงเวลาพักวิ่งหรือยัง

แบบทดสอบ: ถึงเวลาพักวิ่งหรือยัง . เป็นบ้างมั้ย ไม่ว่าขยันซ้อมแค่ไหน หรือซ้อมหนักขนาดไหน สถิติก็ไม่พัฒนา เหตุผลที่เป็นไปได้อย่างนึงคือคุณพักน้อยเกินไป เช่นหลังการซ้อมครั้งนี้ควรพัก 2 วัน คุณก็พักแค่วันเดียว หรือหลังการซ้อมครั้งนี้ คราวหน้าควรจ็อกเบาๆ แต่คุณดันไปวิ่งแข่งกับคนในสนามซ้อมเพราะรู้สึกเหมือนโดนท้าทายที่พอเห็นเราวิ่งช้าก็มาวิ่งเกาะเราอยู่ได้ อะไรทำนองนี้ ทีนี้พอพักน้อยไปสะสมนานวันเข้า ร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ถ้ายังฝืนต่อไปนอกจากไม่พัฒนาแล้ว อาจถึงขั้นโอเวอร์เทรนหรือบาดเจ็บได้เลย ดังนั้นมาป้องกันด้วยการพักให้เพียงพอสำหรับการซ้อมแต่ละครั้งก่อนดีกว่าครับ . ต่อไปคือสัญญาณ 9 อย่างที่ใช้ประเมินได้ว่าร่างกายคุณต้องการพัก แม้คุณจะอยากรักษาตารางซ้อมหรือยังรู้สึกอยากวิ่งอยู่ก็ตาม ลองนับดูว่าตรงกับตัวเองกี่ข้อ แล้วมาดูคำแนะนำตอนท้ายกันครับ . 😖 น้ำหนักตัวน้อยกว่าเมื่อวานเกิน 2 เปอร์เซ็นต์ เช่นเมื่อวานหนัก 60 วันนี้หนักน้อยกว่า 58.8 (เมื่อชั่งด้วยเงื่อนไขเดียวกัน เช่นถอดเสื้อผ้า ตอนเช้าหลังอึ ก่อนกินข้าว) เพราะแปลว่าปริมาณน้ำในร่างกายมีความผันผวน ส่วนใหญ่เกิดเพราะคุณเติมน้ำเข้าร่างกายไม่พอกับที่เสียไปกับเหงื่อในการซ้อมครั้งล่าสุด ร่างกายที่ขาดน้ำจะทำงานแย่ลงทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้การซ้อมครั้งต่อไปพังได้ . 😖 หัวใจขณะพักสูงกว่าปกติ สิ่งหนึ่งที่นักวิ่งทุกคนควรทำคือ วัดชีพจรหลังตื่นนอนทันทีทุกเช้า ค่าที่ได้เรียกว่าหัวใจขณะพัก (RHR) แล้วจดบันทึกเพื่อหาช่วงค่าที่ปกติของตัวเราเอง ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วพบว่า RHR สูงกว่าช่วงปกติดังกล่าว แปลว่าระบบประสาทซิมพาเทติก ที่ทำงานเมื่อเราเผชิญกับความเครียด Read more about แบบทดสอบ: ถึงเวลาพักวิ่งหรือยัง[…]

อยากวิ่ง Half ให้ดีต้องมี EQ

อยากวิ่ง Half ให้ดีต้องมี EQ

อยากวิ่ง Half ให้ดีต้องมี EQ . วิ่งให้เยอะ ซ้อมอินเทอร์วัล เทมโป เล่นเวท ปรับท่าวิ่ง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เราวิ่งเร็วขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ล่าสุดมีงานวิจัยชี้ว่า อีคิว (EQ) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง นั่นคือพบว่าคนมี EQ สูงจะทำเวลาในการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนได้ดีกว่า . สำหรับคนที่ไม่รู้จัก EQ มันคือคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) แบบเดียวกับที่เรามี IQ ที่เป็นคะแนนความฉลาดทางสติปัญญานั่นเอง คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะมีคุณสมบัติกว้างๆ คือ มีความสามารถที่จะรับรู้ จัดการ และควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ ถ้าคุณเจอใครที่ฉลาดล้ำเลิศแต่ขี้โมโห หรือพูดอะไรไม่คิดถึงความรู้สึกคนอื่น ก็เป็นไปได้ว่าคุณเจอคน IQ สูงแต่ EQ ต่ำเข้าแล้วล่ะครับ . มาดูรายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้ดีกว่า นักวิจัยขอความร่วมมือจากนักวิ่งที่สมัครวิ่งในงาน เวโรน่าฮาล์ฟมาราธอน อิตาลี จำนวน 237 คน ให้ตอบคำถามว่า ซ้อมสัปดาห์ละกี่กม. สถิติของการแข่งขันฮาล์ฟฯ ครั้งที่แล้ว เป้าหมายเวลาที่อยากได้ในการแข่งขันครั้งนี้ สถิติที่คิดว่าจะทำได้จริง จากนั้นก็ให้ทำแบบทดสอบ EQ . Read more about อยากวิ่ง Half ให้ดีต้องมี EQ[…]