แก่แล้ว เวทเถอะ

แก่แล้ว เวทเถอะ กล้ามเนื้อจะมีมวลและมีความแข็งแรงสูงสุดตอนเราอายุ 20 กลางๆ ถึง 20 ปลายๆ เพราะก่อนหน้านั้นร่างกายของเราถูกโปรแกรมให้ปลดปล่อยฮอร์โมนที่ทำให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พออายุเข้า 30 ร่างกายจะออกจากโปรแกรม แล้วทุกๆ 10 ปีถัดจากนี้ไปเราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ 3-8% ของที่เคยมีอยู่ ถ้าเราไม่ต้านทานอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เมื่อมวลกล้ามเนื้อสูญเสียไปถึงระดับหนึ่ง แค่ลุกจากที่นอนก็ยากแล้วครับ . คนที่จะรู้ตัวก่อนใครเพื่อน ว่าตัวเองมีกล้ามเนื้อลดลงและอ่อนแอลงคือพวกที่เล่นเวทหนักๆ นักกีฬาระดับอีลิทที่ต้องใช้ศักยภาพสูงสุดของตัวเอง หรือคนทำงานแบบใช้แรงงาน แต่สำหรับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน เราใช้ศักยภาพกล้ามเนื้อเพียง 30% ของความสามารถสูงสุดของมันเท่านั้น ดังนั้นถึงกล้ามเนื้อจะมีความแข็งแรงสูงสุดลดลง 5% เราก็จะยังไม่ตระหนัก . ซึ่งการไม่ตระหนักนี่แหละคืออันตราย เพราะตามธรรมชาติ ถ้าอะไรที่ทำแล้วรู้สึกยาก เราก็จะหลีกเลี่ยงมัน เช่น จากที่หนุ่มๆ เคยกระโดดขึ้นสะพานลอยได้ทีละ 2 ขั้น พออายุมากเข้า ขึ้นสะพานลอยทีก็ปวดร้าวไปทั้งขา ก็เลยข้ามถนนใต้สะพานลอยซะเลยจบๆไป หรือตอนหนุ่มๆ เคยยกของเองทุกอย่าง พออายุมากเข้ายกแล้วปวดแขนเลยเรียกลูกหลานมาทำให้แทน พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการออกแรงแบบนี้ นอกจากเร่งให้กล้ามเนื้อฝ่อเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบแอโรบิกอ่อนแอลงอีกด้วย . ครับ ทางแก้ไม่ใช่เลี่ยง แต่ต้องรับรู้ว่านี่คือปัญหา Read more about แก่แล้ว เวทเถอะ[…]

เค้าโหลดคาร์โบกันยังไง?

เค้าโหลดคาร์โบกันยังไง? นักวิ่งมาราธอนจะมีพิธีกรรมหนึ่งก่อนแข่ง เรียกว่า “โหลดคาร์โบ” นั่นคือการกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้มากกว่าปกติ เพื่อให้มันกลายสภาพไปเป็นไกลโคเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่เราต้องใช้ตอนวิ่งเหนื่อยๆ . อันที่จริงแล้วการโหลดคาร์โบมีขั้นตอนของมัน ไม่ใช่แค่กินพาสต้าให้เยอะๆ ตอนเย็นวันเสาร์อะไรประเภทนี้นะครับ ขั้นตอนเหล่านั้นเริ่มตั้งแต่ . 🍞 6 สัปดาห์ก่อนแข่ง: ฝึกโหลดวิ่งก็ต้องฝึก กินก็ต้องฝึกวุ้ย!! การฝึกทำโดยช่วง 2-3 วันก่อนวันวิ่งยาวประจำสัปดาห์ ให้ลดอาหารประเภทโปรตีนลงแล้วเพิ่มอาหารประเภทคาร์บ เพื่อจะได้ลองผิดลองถูกว่า อาหารคาร์บชนิดไหนกินแล้วโอเคกับคุณ 🍞 1 สัปดาห์ก่อนแข่ง: วางแผน แผนสำคัญมากโดยเฉพาะถ้าคุณต้องเดินทางไปแข่งต่างถิ่น ให้พกของว่างที่เป็นคาร์บทั้งหลาย จำพวกเอ็นเนอจี้บาร์ แครกเกอร์ ติดตัวไปกินด้วย และตรวจสอบให้แน่ใจว่า แถวที่พักจะมีร้านอาหารเปิด และมีเมนูที่อุดมคาร์โบไฮเดรต 🍞 2-3 วันก่อนแข่ง: เริ่มโหลด ใช่ครับ เขาเริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้เลย ให้กินอาหารที่มีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต 85-95% ทั้ง 3 มื้อ และควรกินมื้อเล็กๆ หลังวิ่งด้วย เพราะเป็นเวลาเหมาะสมที่สุดที่กล้ามเนื้อจะสะสมไกลโคเจน 🍞 คืนก่อนแข่ง: อย่ากินหนัก คนที่ไม่รู้หลักการ อาจโหมกินคาร์บอย่างหนักในมื้อเย็นก่อนวันแข่ง จริงๆ แล้วเราไม่ควรกินเยอะครับ กินแค่พออิ่มแต่มีสัดส่วนของคาร์บสูงก็พอแล้ว ไม่ควรกินดึกด้วยเพราะจะได้มีเวลาให้กระเพาะย่อยอาหารนั้นให้หมด เมื่อตื่นมาจะได้หิว 🍞 เช้าวันแข่ง: Read more about เค้าโหลดคาร์โบกันยังไง?[…]

ยกระดับสถิติด้วยการปฏิวัติชีวิต 6 ด้าน

ยกระดับสถิติด้วยการปฏิวัติชีวิต 6 ด้าน ถ้าซ้อมหนักแค่ไหนสถิติก็ไม่พัฒนาซักที ลองพิจารณาปรับเปลี่ยนสไตล์การซ้อมและสไตล์การใช้ชีวิตบางอย่างดูครับ บทความนี้แนะนำไว้ 6 อย่างจากประสบการณ์ของนักวิ่งระดับอีลิท ดังนี้ . ========== 1) เน้นหนักไปที่ความทนทาน (endurance) ด้วยการวิ่งเยอะๆ ========== ครับ ถึงการบอกว่า “เราเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ” มันจะฟังดูเท่ดี แต่มันก็มีตัวอย่างมากมายที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “วิ่งให้เยอะๆ เข้าไว้แหละดี” ถึงจะต้องการซ้อมเพื่อแข่งระยะแค่ 5K 10K คุณก็ควรเก็บไมเลจให้มากขึ้นจากที่เคย เพราะมันเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการเพิ่มความสามารถของระบบแอโรบิก ซึ่งส่งผลให้คุณสามารถประคองเพซที่ต้องการได้ยาวนานขึ้นในที่สุด========== 2) ให้ความสำคัญกับการฟื้นสภาพ ราวกับมันเป็นการซ้อมอย่างหนึ่ง ========== คุณต้องมีแบบแผนของการฟื้นสภาพหลังวันซ้อมหนัก ต้องทำให้ครบถ้วน ถูกวิธี ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ นอกจากนี้วันวิ่งเบาเพื่อฟื้นสภาพ ซึ่งมักเป็นการซ้อมมื้อถัดจากวิ่งหนัก คุณต้องวิ่งด้วยความตั้งใจที่จะให้มันเบาอย่างแท้จริง ทั้งความเร็วและระยะทาง อย่าวิ่งฟื้นสภาพอย่างไร้เป้าหมาย เพราะไม่เช่นนั้นร่างกายคุณจะไม่พัฒนา และเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นบาดเจ็บและหมดไฟในที่สุด อย่าลืมนอนให้เพียงพอด้วยครับ สิ่งนี้สำคัญมาก ========== 3) ออกกำลังกายให้รอบด้าน ========== ด้วยการเวทให้ทั่วตัว ไม่ใช่แค่ขาและแกนลำตัวเท่านั้น เพราะท่าทางการวิ่งที่ดี ต้องใช้กล้ามเนื้อทั่วตัว ยิ่งถ้าอยากให้เคลื่อนไหวได้ครบวงกล้ามเนื้อยิ่งต้องแข็งแรง นอกจากนี้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงยังช่วยลดความเสี่ยงบาดเจ็บ Read more about ยกระดับสถิติด้วยการปฏิวัติชีวิต 6 ด้าน[…]

Junk mile มีจริงหรือไม่

Junk mile มีจริงหรือไม่ “Junk mile” หรือที่ผมขอแปลเป็นไทยเอาเองว่า “กิโลเมตรที่เปล่าประโยชน์” หมายถึง การวิ่งที่มากเกินจำเป็น ทำให้กิโลเมตรที่เพิ่มขึ้นมานี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร วิ่งไปก็ทรุดโทรมเสียเปล่าๆ ไม่ได้ทำให้ความฟิตของเราพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด . อันว่าการซ้อมมาราธอนนั้น แบ่งได้เป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งเน้นปริมาณ อีกค่ายหนึ่งเน้นคุณภาพ ค่ายเน้นปริมาณจะมีหลักการว่า ในการซ้อมมาราธอน ระยะทางสะสมประจำสัปดาห์ (weekly mileage) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งสะสมได้มากก็ยิ่งทำให้เราวิ่งดีขึ้น วิ่งไปเหอะ ไม่มีอะไรเสียหาย จะเห็นได้ว่าสำหรับนักวิ่งค่ายนี้ คำว่า junk mile ไม่มีในพจนานุกรม . ส่วนค่ายเน้นคุณภาพจะให้ความสำคัญกับการวิ่งชนิดความเข้มข้นสูง (วิ่งเร็ว) เป็นอันดับแรก การซ้อมจะมีโปรแกรมที่ต้องวิ่งเร็วหลายวันกว่า และวิ่งด้วยความเร็วที่มากกว่า ส่วนระยะทางสะสมนั้นเอาแค่เท่าที่จำเป็นก็พอ (ซึ่งก็แน่นอน เพราะถ้าวิ่งหนักก็ต้องพักเยอะ ไม่สามารถเก็บระยะทางได้มากเท่าค่ายแรก) คำว่า junk mile จึงมาจากนักวิ่งค่ายนี้นั่นเอง . ถามว่าแล้วใครถูก? ตอบสั้นๆ ตอนนี้เลยคือ ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด คือมีทั้งผลการศึกษาที่สนับสนุนค่ายเน้นปริมาณ และค่ายเน้นคุณภาพ . ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่ง Read more about Junk mile มีจริงหรือไม่[…]

วิ่งมาราธอนยังไงให้ปลอดเจ็บ (ต่อเนื่องกัน 31 ปี)

วิ่งมาราธอนยังไงให้ปลอดเจ็บ (ต่อเนื่องกัน 31 ปี) คุ้นหน้าคนในรูปมั้ยครับ เขาคือคุณหมอ Mark Cucuzzella ที่อยู่ในคลิปวิ่งเท้าเปล่าอันโด่งดังนั่นเอง ล่าสุดคุณหมอมาร์คออกหนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อ Run for Your Life เล่าประสบการณ์ชีวิตนักวิ่งตลอดสามสิบกว่าปีและแนะนำการวิ่งมาราธอนแบบปลอดเจ็บ . ทำไมเราควรฟังคำแนะนำนี้? เพราะคุณหมอทำได้จริง ปีนี้เป็นปีที่ 31 แล้วที่หมอมาร์ควิ่งมาราธอนต่อเนื่องปีละครั้งแบบปลอดเจ็บ ด้วยเวลาไม่เคยเกิน 3:00 ชั่วโมง!! คำแนะนำสรุปออกมาได้ 3 ข้อ ดังนี้ . (1) ท่าวิ่งสำคัญ ท่าอื่นๆ ในชีวิตประจำวันก็สำคัญเช่นกันไม่ใช่โฟกัสเฉพาะการปรับปรุงท่าวิ่งเท่านั้น ต้องปรับท่ายืนท่านั่งหรือแม้แต่ท่าหายใจให้ถูกต้องด้วย ท่ายืนที่ดีคือคอไม่ยื่น หลังไม่งอ ไม่พักเข่า (แบบท่าตามสบายพัก) ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าให้เท่ากันทั้งสองข้าง ส่วนคนที่ทำงานนั่งโต๊ะ ก็ไม่ควรนั่งนานๆ ถ้าสามารถสลับไปยืนทำงานได้ก็ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะยืนหรือนั่งทำงานก็ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ อาจลุกขึ้นมายืนขาเดียว เดินไปมา หรือสควอทก็ยังได้ . (2) สร้างฐานความอดทน อยากวิ่งมาราธอนให้ดีต้องตั้งเป้าหมายฝึกฝนร่างกายตัวเองให้เป็น “เครื่องจักรเผาผลาญไขมัน” ให้ได้เสียก่อน ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ได้ต้องมีฐานความอดทน (endurance) Read more about วิ่งมาราธอนยังไงให้ปลอดเจ็บ (ต่อเนื่องกัน 31 ปี)[…]

วิ่งหน้าฝน แต่งตัวยังไงดี

วิ่งหน้าฝน แต่งตัวยังไงดี ⛈️ หมวกสวมหมวกครับ น้ำฝนจะได้ไม่เข้าตา จะเป็นแบบเต็มใบหรือแบบด้านบนเปิดโล่งที่เรียกกันว่าไวเซอร์ (visor) ก็ได้ แต่ถ้าอากาศร้อนด้วยแบบไวเซอร์จะดีกว่า เพราะระบายความร้อนออกจากหัวได้ดีกว่า . ⛈️ แว่นตา พกไว้ก่อนก็ดี เพราะถ้าฝนตกหนักแม้จะสวมหมวกแล้วฝนก็อาจสาดเข้าตาได้ แว่นที่ใช้ก็ควรเป็นแว่นสำหรับวิ่งโดยเฉพาะซึ่งมีน้ำหนักเบา กระชับ ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมเช็ดด้วยน้ำยาเช็ดเลนส์แบบที่ป้องกันเลนส์เป็นฝ้าด้วย . ⛈️ เสื้อแจ็กเก็ตกันน้ำ ชุดกันฝนและถุงขยะ จะเป็นแจ็กเก็ตทั่วไปหรือแจ็กเก็ตสำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะก็ได้ ขอให้กันน้ำและมีน้ำหนักเบา สิ่งที่แตกต่างของแจ็กเก็ตนักวิ่งคือ มันจะระบายอากาศได้ดีกว่า แต่กันฝนสู้แจ็กเก็ตกันน้ำทั่วไปไม่ได้ กรณีที่มีฝนตกในงานวิ่ง ช่วงที่ต้องยืนกลางแจ้งเพื่อรอปล่อยตัว อาจสวมชุดกันฝนหรือถุงดำสำหรับใส่ขยะเพื่อกันฝนอีกชั้นไปพลางๆ ก่อน เมื่อปล่อยตัวค่อยถอดทิ้ง ทำเป็นเล่นไปครับ มีบางคนสวมถุงขยะวิ่งจนจบการแข่งขันด้วยซ้ำ หารูปง่ายดี . ⛈️ เสื้อผ้าระบายเหงื่อและสีเข้ม เลือกเสื้อกางเกงตัวที่แน่ใจว่าใช้ผ้าแบบไม่อมน้ำ เพราะถ้าต้องวิ่งตากฝน นอกจากชุดวิ่งจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทำให้วิ่งลำบากแล้ว ยังทำให้เกิดการเสียดสี แสบทรมานจนแทบวิ่งไม่ได้อีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกเสื้อกางเกงแบบแนบตัวหรือพอดีตัว เพื่อลดโอกาสเกิดการเสียดสี ส่วนเหตุผลที่ควรสวมเสื้อผ้าสีเข้ม โดยเฉพาะชุดชั้นใน ก็ไม่มีอะไรมากครับ กันตากฝนแล้วกลายเป็นชุดซีทรูนั่นเอง . ⛈️ ถุงเท้าระบายเหงื่อ ถุงเท้าวิ่งแพงๆ คู่ละหลายร้อยบาทมันแพงเพราะมีเหตุผลครับ ถุงเท้าประเภทนี้จะระบายน้ำได้ดีมาก จากที่เคยวิ่งแล้วเท้าเปียกชุ่ม ถ้าได้ถุงเท้าดีๆ ถอดออกมาเท้าแห้งเฉยเลย ถุงเท้าประเภทนี้แหละครับที่เราควรเก็บไว้ใส่ในวันฝนตก . ⛈️ ครีมกันเสียดสี อย่างที่บอกไปแล้วว่า Read more about วิ่งหน้าฝน แต่งตัวยังไงดี[…]

ดื่มอะไรร่างกายชุ่มชื่นนานที่สุด

ดื่มอะไรร่างกายชุ่มชื่นนานที่สุด ก่อนแข่ง ระหว่างแข่ง และระหว่างซ้อม หรือแม้แต่หลังแข่งหรือซ้อมเสร็จแล้ว เราควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เลือดไม่ข้น เกิดความสดชื่น และเพื่อให้เป็นวัตถุดิบในการเผาผลาญไขมันมาเป็นพลังงาน บทความนี้จะบอกเราว่า น้ำประเภทไหนที่เราควรดื่มมากที่สุด . ทฤษฎีคือ ยิ่งเครื่องดื่มชนิดนั้นอยู่ในตัวเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสถูกดูดซับเข้าไปในกระแสเลือดและถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้การที่ของที่เราดื่มเข้าไปอยู่ในร่างกายได้นาน ยังทำให้เราไม่ต้องแวะเข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะหว่างซ้อมหรือแข่งอีกด้วย . เป็นที่ทราบกันก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่าคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ นั่นคือกินเข้าไปแล้วร่างกายจะผลิตฉี่มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม พลังงานและเกลือแร่ในเครื่องดื่ม จะทำให้เครื่องดื่มนั้นอยู่ในกระเพาะเรานานขึ้น . เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าว นักวิจัยจึงทำการทดลองกับเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ต่อไปนี้ ได้แก่ น้ำเปล่า/น้ำโซดา/เบียร์/น้ำส้มคั้น/กาแฟ/ชา/นมพร่องมันเนย/นม/น้ำเกลือแร่ สำหรับคนท้องร่วง (ORS) /น้ำเกลือแร่สำหรับนักกีฬา/น้ำอัดลม/น้ำอัดลมแบบใช้น้ำตาลเทียม . โดยให้อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ 1 ลิตร แล้วเก็บข้อมูลว่าแต่ละคนปัสสาวะออกมาเป็นปริมาณเท่าไหร่ ถ้าภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังจากดื่ม เครื่องดื่มนั้นยังคงอยู่ในร่างกายมากเท่าไหร่ ก็ถือว่ายิ่งมีดรรชนีความชุ่มชื่น (Beverage Hydration Index, BHI) มากขึ้นเท่านั้น บทความนี้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจจากผลการศึกษาได้ 4 ข้อดังนี้ . 1) ไม่ว่าน้ำเปล่าหรือน้ำโซดา ก็ให้ความชุ่มชื่นกับร่างกายเท่ากัน 2) Read more about ดื่มอะไรร่างกายชุ่มชื่นนานที่สุด[…]

จะเข็นตัวเองออกไปวิ่งได้ยังไง

จะเข็นตัวเองออกไปวิ่งได้ยังไง TED Talk คือปาถกฐายอดนิยมที่เอาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาแบ่งปันประสบการณ์ หรือการแก้ปัญหาที่ปฏิบัติแล้วได้ผลจริงของแต่ละคนตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ฟังทีไรก็ได้แรงบันดาลใจดีๆตลอด บทความนี้รวบรวมเคล็ดลับเด็ดๆ จากเวที TED Talk เกี่ยวกับการเข็นตัวเองไปออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่มีข้ออ้างสารพัด จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน มาดูกันครับว่าแต่ละคนใช้วิธีอะไรบ้าง . 🏃‍♂️ อยากวิ่งนะแต่ไม่มีเวลาเลย >>คำแนะนำ<< เราทุกคนล้วนมีพลังที่จะเติมสิ่งต่างๆ ลงในชีวิตได้ทั้งนั้น ถ้าเราเห็นคุณค่าของมัน . ถ้าคิดว่าการออกกำลังกายสำคัญกับชีวิตจริงๆ เราต้องจัดมันไว้เป็นลำดับแรกๆ ของเรื่องที่ต้องทำในวันนั้น ทุกสุดสัปดาห์ให้เติม “นัดหมายกับการวิ่ง” ลงในปฏิทินของสัปดาห์หน้า แล้วตั้งใจทำมันแบบเดียวกับที่เรานัดหมายลูกค้าหรือนัดส่งงาน . 🏃‍♂️ พอกลับถึงบ้านมันก็สบายจนไม่อยากออกไปไหนทุกที >>คำแนะนำ<< ทำตัวเราในอนาคตให้แข็งแกร่ง . เวลาเจอกับบททดสอบพลังใจ “ตัวเราในปัจจุบัน” จะต่อสู้กับ “ตัวเราในอนาคต” ตัวเราในอนาคตรู้ว่าการออกกำลังกายจะส่งผลดีในระยะยาว ในขณะที่ตัวเราในปัจจุบันอยากสบายตอนนี้เลยไม่ต้องรอ เมื่อเกิดการต่อสู้กัน ตัวเราในปัจจุบันจึงมักชนะตลอด เพราะมีอำนาจควบคุมร่างกายเต็มร้อย ในขณะที่ตัวเราในอนาคตเป็นแค่ความคิด . ทางแก้จึงอยู่ที่การทำให้ “ตัวเราในอนาคต” แข็งแกร่งขึ้น โดยให้หัดจินตนาการว่า ถ้าไม่เริ่มจริงจังกับการออกกำลังกายตั้งแต่วันนี้ ตัวเราอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง จะต้องเสียเงินค่ารักษาความดัน Read more about จะเข็นตัวเองออกไปวิ่งได้ยังไง[…]

Machine learning กับวงการวิ่ง

Machine learning กับวงการวิ่ง   พวกเราคงเคยได้ยินคำว่า machine learning กันมาบ้างแล้วนะครับ อธิบายรวบรัด มันคือโปรแกรมแบบที่ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าให้คอมพิวเตอร์ทำขั้นตอนอะไร 1-2-3-4 แต่ให้มันเรียนรู้เอาเอง โดยป้อนข้อมูลตัวอย่างจำนวนมากๆ ให้มัน ดังนั้น ความถูกต้องในการทำงานแน่นอนว่าอาจไม่เต็ม 100% แต่ประโยชน์คือ เมื่อมันเจอโจทย์ใหม่ที่เราไม่เคยสอน มันจะหาคำตอบเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ . เราจะพบ machine learning ในงานที่ต้องการจัดกลุ่ม แยกแยะ สิ่งของที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้สมองมนุษย์เท่านั้นถึงจะทำได้ เช่น แยกแยะว่า ตัวหนังสือบรรทัดนี้เขียนว่าอะไร ซึ่งถ้าเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นลายมือไก่เขี่ย ลายมือเด็กประถมตัว ลายมือแบบวิจิตรตวัดหาง ก็สามารถอ่านได้หมด (ยกเว้นลายมือหมอ) เพราะสมองมนุษย์รู้จักคิดแบบเปรียบเทียบ คาดเดาจากบริบท แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ ถ้าใช้โปรแกรมแบบธรรมดา มันจะแยกแยะไม่ได้เลย เช่น แค่เห็น ถ ถุง ที่หัวไม่วนครบรอบ มันก็นึกว่าเป็น กอ ไก่ ซะแล้ว อะไรทำนองนี้ . ทีนี้มาถึงหัวข้อบทความ รู้หรือไม่ว่าในวงการวิ่งมีการนำ machine Read more about Machine learning กับวงการวิ่ง[…]

ลดบาดเจ็บได้ด้วย running dynamic

ลดบาดเจ็บได้ด้วย running dynamic นาฬิกาสำหรับนักวิ่งสมัยนี้ นอกจากวัดระยะทาง ความเร็ว และอัตราการเต้นของหัวใจได้แล้ว ถ้าใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริม เช่นสายคาดอกแบบพิเศษหรือเซ็นเซอร์ติดเอวกางเกง จะสามารถบอกค่าต่างๆ เกี่ยวกับลักษณะการวิ่งของเรา หรือที่เรียกว่า running dynamic ได้ด้วย ค่าต่างๆ ที่ว่านี้ยกตัวอย่างเช่น ความยาวก้าว ความถี่ก้าว (cadence) เวลาที่เท้าแช่พื้น (GCT) ระยะที่ตัวกระเด้งขึ้นไปในแนวดิ่ง (vertical oscillation) เป็นต้น . ก่อนหน้านี้เราอาจใช้ค่าเหล่านี้เพื่อเป็นดัชนี เอาไว้ดูเวลาต้องการปรับปรุงท่าวิ่งให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่นักวิจัยกลุ่มหนึ่งคิดว่า ควรนำ running dynamic มาเป็นดัชนีเพื่อลดการบาดเจ็บด้วย เพราะก่อนหน้านี้ เวลาทดลองเกี่ยวกับการบาดเจ็บ ก็ต้องทดลองในห้องทดลอง ใช้อุปกรณ์มาตรฐานจำพวกลู่วิ่งที่วัดแรงกระทบพื้นได้ (force plate) ซึ่งนักวิ่งทั่วไปหามาใช้เองไม่ได้ ถึงได้ผลวิเคราะห์ออกมา ก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างแท้จริงกับคนทั่วไป . งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Sports Physical Therapy นักวิจัยจึงทดลองให้นักวิ่งที่วิ่งมานานแล้วจำนวน 20 คนวิ่ง 3 แบบ คือ Read more about ลดบาดเจ็บได้ด้วย running dynamic[…]