The heel strikes back

ในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก (World Track and Field Championship) ปีที่แล้วที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีทีมวิจัยจาก ม. Leeds Beckett ทำการศึกษาชีวกล (biomechanics, การเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย) ของนักกีฬาระดับอีลิททุกประเภท ทั้งลู่และลาน โดยใช้กล้องความเร็วสูงเก็บภาพการเคลื่อนไหวระหว่างการแข่งขันของนักกีฬาแต่ละคน แล้วนำมาวิเคราะห์ภายหลัง ข้อค้นพบที่น่าสนใจมีหลายอย่าง แต่ผมขอยกมาเรื่องเดียวที่เกี่ยวกับนักวิ่งมาราธอน นั่นก็คือ
.
?‍♂️?‍♂️?‍♂️การวิ่งลงส้นกลับมาครองสนามอีกครั้ง?‍♂️?‍♂️?‍♂️
.

ในระหว่างการแข่งขันมาราธอน ที่เป็นการวิ่งบนถนนจำนวน 4 รอบ พบว่าในการวิ่งรอบสุดท้าย (นั่นคือประมาณกิโลเมตรที่ 32-42) มีนักวิ่ง 67% ลงส้น 30% ลงกลางเท้า และ 3% ลงหน้าเท้า จากนักวิ่งชายทั้งหมด 70 คน
.
นักวิ่งมาราธอนหญิงก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน นั่นคือ มีนักวิ่ง 73% ลงส้น 24% ลงกลางเท้า และ 3% ลงหน้าเท้า จากทั้งหมด 78 คน
.
และถ้าดูเฉพาะนักวิ่งชายเร็วที่สุด 4 คนแรก พบว่า #ทั้งหมดวิ่งลงส้นตลอดทั้ง 4 รอบ
.
ที่น่าสนใจเพราะก่อนหน้านี้ เชื่อกันทั่วไปว่านักวิ่งอีลิทจะไม่วิ่งลงส้น แม้แต่ตอนที่ไนกี้ออกแบบรองเท้า sub2 ส้นรองเท้าของตัวต้นแบบก็ถูกปาดออกไปเยอะมากเพื่อให้รองเท้ามีน้ำหนักเบา แต่หลังจากที่เอาไปให้อีลิทในทีมไนกี้ลองใช้ พบว่าพวกเขาไม่ชอบรองเท้าแบบนี้ สุดท้ายจึงได้รองเท้าส้นหนาบะลั่กกั้กแบบที่เห็นใน Vaporfly 4% นั่นเอง
.
ในการศึกษาครั้งนี้เราไม่อาจตอบได้ว่า พวกเขาจำเป็นต้องวิ่งลงส้นเพราะสวมรองเท้าที่ส้นหนาจนลงตำแหน่งอื่นไม่ได้ หรือพวกเขาชอบวิ่งลงส้นเอง เลยหารองเท้าส้นหนาๆ มาใส่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ความเชื่อที่ว่า “นักวิ่งเก่งๆ วิ่งลงหน้าเท้า” และความเชื่อที่ว่า “ถ้าอยากวิ่งเก่งแบบอีลิทต้องพยายามลงหน้าเท้า” คงใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ
.
ที่มา
https://www.outsideonline.com/…/iaaf-biomechanics-study-wor…

Categories:

Tags:

No responses yet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *